บันทึกเพื่อจดบันทึกเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบันทึก
อยากลองเขียนบล็อกบ้าง
อยากเขียนเรื่องของตัวเองบ้างเหมือนกัน เป็นเรื่องความคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง
แต่คิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบว่าจะเขียนเรื่องตัวเองจริงๆ หรือ?
เพราะมันคงไม่น่าสนใจอะไร เราก็ไม่ใช่ดารา นักร้อง ไม่ได้เป็นนักเขียน นักคิด ที่ใครๆ จะสนใจว่า วันๆ คิดอะไรบ้าง
ถ้าเขียนแล้วมันจะออกมาในรูปแบบการพร่ำเพ้อพรรณาเสียมากกว่า ซึ่งถ้าให้ตั้งเป็นโจทย์ก็อาจมีแรงกระตุ้นที่จะเขียนบ้างเหมือนกัน โจทย์ที่ว่าก็คือ จะเขียนเรื่องส่วนตัวอย่างไรให้คนอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็เพื่อนๆ อ่านกันได้ รู้เรื่อง เข้าใจ ให้เพื่อนอ่านมันก็ไม่ยากเท่าไหร่ปกติก็นานๆ จะวนมาอ่านกัน แต่เรารู้จักกันแล้ว เขียนบ่นอะไรไปมันก็รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ถ้าตั้งใจให้คนอื่นๆ เข้ามาอ่านบ้างล่ะ? มันคงไม่หมูเท่าไหร่
ตอนที่เขียนบรรทัดนี้ยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะเขียนดีหรือเปล่า
จากบรรทัดที่แล้ว หยุดนิ่งไปพักหนึ่ง คิดว่าถ้าตัวเองเขียนก็ยังดีกว่าไม่เขียน ปัญหาที่มักเกิดกับเราบ่อยที่สุด ก็คืออาการไม่อยากเขียน เพราะไม่อยากนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางครั้งความขี้เกียจและความเบื่อมันก็เข้ามาเล่นงานอย่างหนัก
ต้องบอกกันก่อนว่าเรื่องสั้นหรือบทความที่เราเขียนเกือบทุกเรื่อง เราไม่ได้คิดจนจบครบถ้วนมากก่อน มีเพียงประเด็นหลัก หรือบางทีก็เป็นแค่ตัวละครโดดๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง นอกเหนือจากนั้นมันจะผุดขึ้นมาตอนนี้สายตาจ้องไปหน้าจอและนิ้วมือเริ่มขยับๆ หยุดๆ บางทีก็หยุดไปนานเลยทีเดียว แต่วันนั้นก็จะเขียนเรื่องนั้นได้จนจบ
แต่ก็จะเว้นระยะไปกว่าที่จะลงมือเขียนเรื่องใหม่อีกครั้ง บางครั้งเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะหลายสัปดาห์ถ้าจิตใจยังไม่พร้อมและประเด็นนั้นไม่กระชากใจพอ
นั่นเลยทำให้งานชิ้นต่อๆมาออกช้า แต่เราไม่อยากให้เวลาวันหนึ่งๆ สูญไปเปล่าๆ เหมือนหนี้ที่สงสัยจะสูญหรอกนะ
บางครั้งเราก็อยากเขียนแต่ไม่อยากปวดหัวและปวดตาเวลาที่ต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอให้เรื่องราวค่อยๆผุดขึ้นมา เคยล้าจนปวดหัวแปลบๆ แปลกๆ ไปหลายวัน คิดว่าเป็นเพราะจ้องคอมพิวเตอร์มากเกินไป หรือต้องลองหัดเขียนเรื่องกับปากกาและกระดาษดูบ้าง ซึ่งแต่ก่อนก็เขียนอย่างนั้นแต่ช่วงหลังๆ นี้จะติดคอมพิวเตอร์มากเกินไป
เอาล่ะ เอาเป็นว่าจะเขียนบล็อก เพราะเขียนบล็อกเขียนได้ทุกวัน ไม่ต้องปวดหัวนั่งคิดเรื่อง รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน ได้หยุดทบทวนตัวเอง และได้บันทึกของตัวเองแถมมาด้วย
อยากเขียนเรื่องของตัวเองบ้างเหมือนกัน เป็นเรื่องความคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง
แต่คิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบว่าจะเขียนเรื่องตัวเองจริงๆ หรือ?
เพราะมันคงไม่น่าสนใจอะไร เราก็ไม่ใช่ดารา นักร้อง ไม่ได้เป็นนักเขียน นักคิด ที่ใครๆ จะสนใจว่า วันๆ คิดอะไรบ้าง
ถ้าเขียนแล้วมันจะออกมาในรูปแบบการพร่ำเพ้อพรรณาเสียมากกว่า ซึ่งถ้าให้ตั้งเป็นโจทย์ก็อาจมีแรงกระตุ้นที่จะเขียนบ้างเหมือนกัน โจทย์ที่ว่าก็คือ จะเขียนเรื่องส่วนตัวอย่างไรให้คนอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็เพื่อนๆ อ่านกันได้ รู้เรื่อง เข้าใจ ให้เพื่อนอ่านมันก็ไม่ยากเท่าไหร่ปกติก็นานๆ จะวนมาอ่านกัน แต่เรารู้จักกันแล้ว เขียนบ่นอะไรไปมันก็รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ถ้าตั้งใจให้คนอื่นๆ เข้ามาอ่านบ้างล่ะ? มันคงไม่หมูเท่าไหร่
ตอนที่เขียนบรรทัดนี้ยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะเขียนดีหรือเปล่า
จากบรรทัดที่แล้ว หยุดนิ่งไปพักหนึ่ง คิดว่าถ้าตัวเองเขียนก็ยังดีกว่าไม่เขียน ปัญหาที่มักเกิดกับเราบ่อยที่สุด ก็คืออาการไม่อยากเขียน เพราะไม่อยากนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางครั้งความขี้เกียจและความเบื่อมันก็เข้ามาเล่นงานอย่างหนัก
ต้องบอกกันก่อนว่าเรื่องสั้นหรือบทความที่เราเขียนเกือบทุกเรื่อง เราไม่ได้คิดจนจบครบถ้วนมากก่อน มีเพียงประเด็นหลัก หรือบางทีก็เป็นแค่ตัวละครโดดๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง นอกเหนือจากนั้นมันจะผุดขึ้นมาตอนนี้สายตาจ้องไปหน้าจอและนิ้วมือเริ่มขยับๆ หยุดๆ บางทีก็หยุดไปนานเลยทีเดียว แต่วันนั้นก็จะเขียนเรื่องนั้นได้จนจบ
แต่ก็จะเว้นระยะไปกว่าที่จะลงมือเขียนเรื่องใหม่อีกครั้ง บางครั้งเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะหลายสัปดาห์ถ้าจิตใจยังไม่พร้อมและประเด็นนั้นไม่กระชากใจพอ
นั่นเลยทำให้งานชิ้นต่อๆมาออกช้า แต่เราไม่อยากให้เวลาวันหนึ่งๆ สูญไปเปล่าๆ เหมือนหนี้ที่สงสัยจะสูญหรอกนะ
บางครั้งเราก็อยากเขียนแต่ไม่อยากปวดหัวและปวดตาเวลาที่ต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอให้เรื่องราวค่อยๆผุดขึ้นมา เคยล้าจนปวดหัวแปลบๆ แปลกๆ ไปหลายวัน คิดว่าเป็นเพราะจ้องคอมพิวเตอร์มากเกินไป หรือต้องลองหัดเขียนเรื่องกับปากกาและกระดาษดูบ้าง ซึ่งแต่ก่อนก็เขียนอย่างนั้นแต่ช่วงหลังๆ นี้จะติดคอมพิวเตอร์มากเกินไป
เอาล่ะ เอาเป็นว่าจะเขียนบล็อก เพราะเขียนบล็อกเขียนได้ทุกวัน ไม่ต้องปวดหัวนั่งคิดเรื่อง รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน ได้หยุดทบทวนตัวเอง และได้บันทึกของตัวเองแถมมาด้วย


ความคิดเห็น