ยิ่งนอน ยิ่งง่วง
"ยิ่งนอน ยิ่งง่วง
ยิ่งเรียน ยิ่งเห็นแก่ตัว"
เมื่อเช้าตอนตื่นข้อความนี้วาบเข้ามา เป็นข้อความที่อยู่ในสมุดบันทึกของท่านพุทธทาส
ตอนที่เรียนหนังสือหรือวันทำงานเวลาตื่นนอนต้องตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้เพราะกลัวตัวเองตื่นสาย ถ้าเป็นวันหยุดก็จะปล่อยให้รู้สึกตัวตื่นเอง
ในหนึ่งสัปดาห์จะมีอย่างน้อยสองสามวันที่ตื่นขึ้นและนอนต่อ ซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะมันเป็นอย่างที่ท่านพุทธทาสบันทึกไว้จริงๆ ความรู้สึกง่วงงัวเงียจะติดตัวติดตาไปตลอดทั้งวัน ถ้ายิ่งไม่ได้ออกไปไหนอยู่บ้านอ่านหนังสือหรือนั่นเขียนงาน เปลือกตามันก็พาลจะปิดลงให้ได้
แต่สังเกตอยู่หลายครั้งและพบว่า ถ้าตื่นและนอนต่ออีกครั้ง จะหลับฝันเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งยาวเลยทีเดียว เหมือนกับว่าได้ไปผจญภัยมานานแสนนาน แต่พอตื่นขึ้นดูนาฬิกากลับผ่านไปไม่กี่นาที แล้วบ่อยครั้งอีกเหมือนกันที่นอนไปอีกครั้งแล้วเกิดความฝันที่ต่อเนื่องกันอีก
เราถือให้ตรงนี้เป็นข้อดีของการตื่นแล้วนอนต่อ เพราะบางครั้งเราก็ได้จิตนาการในการเขียนจากความฝันด้วยเหมือนกัน
แต่ต้องรีบจดความฝันนั้นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าน้ำทะเลซึมผ่านทรายแถวชายหาดเสียอีก
คือถ้าเสียนิสัยกับการตื่นแล้วนอนต่อ ก็ขอให้ได้อะไรกลับมาคิดต่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนบ้าง เราก็ถือว่าคุ้ม แต่ก็ใช่จะเกิดความฝันทุกครั้งที่นอนต่อ ถ้าเป็นวันหยุดสบายๆ จะลองหาความฝันด้วยวิธีนี้ก็ได้ แต่ระวังผลข้างเคียงด้วยก็แล้วกัน
เรายังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมยิ่งนอนกลับยิ่งง่วง? ไว้ลองไปหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ให้หายคาใจอีกที
แต่เรื่องยิ่งเรียนยิ่งเห็นแก่ตัวพอจะเข้าใจ เราว่าเพราะติดนิสัยช่วงเวลาสอบมา
เพื่อนผมคนหนึ่งบอกกับผมว่าที่เขาทำข้อสอบอย่างเร็วและออกจากห้องก่อนตอนเรียนหนังสือเป็นเพราะว่าเขาไม่ชอบบรรยากาศในห้องสอบ เพราะทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง เป็นบรรยากาศที่เขาเองก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน
ผมไม่เคยรู้สึกอย่างเพื่อนคนนี้ หรือบางทีมันอาจจะสร้างนิสัยความเห็นแก่ตัวให้ผมโดยไม่รู้ตัวและติดตัวมาจนเป็นผู้ใหญ่ เรียนจบทำงานแล้ว มันก็กลายเป็นสันดานของผมไปแล้ว
หรือว่าที่ผมตื่นแล้วนอนต่อมันเป็นสันดานของผมไปเสียแล้ว
ยิ่งเรียน ยิ่งเห็นแก่ตัว"
เมื่อเช้าตอนตื่นข้อความนี้วาบเข้ามา เป็นข้อความที่อยู่ในสมุดบันทึกของท่านพุทธทาส
ตอนที่เรียนหนังสือหรือวันทำงานเวลาตื่นนอนต้องตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้เพราะกลัวตัวเองตื่นสาย ถ้าเป็นวันหยุดก็จะปล่อยให้รู้สึกตัวตื่นเอง
ในหนึ่งสัปดาห์จะมีอย่างน้อยสองสามวันที่ตื่นขึ้นและนอนต่อ ซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะมันเป็นอย่างที่ท่านพุทธทาสบันทึกไว้จริงๆ ความรู้สึกง่วงงัวเงียจะติดตัวติดตาไปตลอดทั้งวัน ถ้ายิ่งไม่ได้ออกไปไหนอยู่บ้านอ่านหนังสือหรือนั่นเขียนงาน เปลือกตามันก็พาลจะปิดลงให้ได้
แต่สังเกตอยู่หลายครั้งและพบว่า ถ้าตื่นและนอนต่ออีกครั้ง จะหลับฝันเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งยาวเลยทีเดียว เหมือนกับว่าได้ไปผจญภัยมานานแสนนาน แต่พอตื่นขึ้นดูนาฬิกากลับผ่านไปไม่กี่นาที แล้วบ่อยครั้งอีกเหมือนกันที่นอนไปอีกครั้งแล้วเกิดความฝันที่ต่อเนื่องกันอีก
เราถือให้ตรงนี้เป็นข้อดีของการตื่นแล้วนอนต่อ เพราะบางครั้งเราก็ได้จิตนาการในการเขียนจากความฝันด้วยเหมือนกัน
แต่ต้องรีบจดความฝันนั้นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าน้ำทะเลซึมผ่านทรายแถวชายหาดเสียอีก
คือถ้าเสียนิสัยกับการตื่นแล้วนอนต่อ ก็ขอให้ได้อะไรกลับมาคิดต่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนบ้าง เราก็ถือว่าคุ้ม แต่ก็ใช่จะเกิดความฝันทุกครั้งที่นอนต่อ ถ้าเป็นวันหยุดสบายๆ จะลองหาความฝันด้วยวิธีนี้ก็ได้ แต่ระวังผลข้างเคียงด้วยก็แล้วกัน
เรายังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมยิ่งนอนกลับยิ่งง่วง? ไว้ลองไปหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ให้หายคาใจอีกที
แต่เรื่องยิ่งเรียนยิ่งเห็นแก่ตัวพอจะเข้าใจ เราว่าเพราะติดนิสัยช่วงเวลาสอบมา
เพื่อนผมคนหนึ่งบอกกับผมว่าที่เขาทำข้อสอบอย่างเร็วและออกจากห้องก่อนตอนเรียนหนังสือเป็นเพราะว่าเขาไม่ชอบบรรยากาศในห้องสอบ เพราะทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง เป็นบรรยากาศที่เขาเองก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน
ผมไม่เคยรู้สึกอย่างเพื่อนคนนี้ หรือบางทีมันอาจจะสร้างนิสัยความเห็นแก่ตัวให้ผมโดยไม่รู้ตัวและติดตัวมาจนเป็นผู้ใหญ่ เรียนจบทำงานแล้ว มันก็กลายเป็นสันดานของผมไปแล้ว
หรือว่าที่ผมตื่นแล้วนอนต่อมันเป็นสันดานของผมไปเสียแล้ว


ความคิดเห็น