สุขสันต์วันเกิดผลข้างเคียง
จำไม่ได้แล้วว่าเห็นเค้กครบรอบวันเกิด (จริงๆต้องเรียกชื่อนี้ถึงจะถูกต้องตามความหมาย) ของตัวเองครั้งล่าสุดตอนอายุกี่ขวบ งานฉลองวันเกิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นวันของเรา ความรู้สึกนั้นเลือนรางเต็มที
แต่ใช่ว่าอยากจะให้มันเกิดขึ้นอีก เพราะลองสมมติให้ตัวเองได้อยู่ในงานฉลองวันเกิดของตัวเองก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร รู้สึกขัดเขิน อยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับมันทุกปี อย่างที่ใครๆ ทำกัน
วันเกิดที่ผ่านๆ มาโดยไร้งานฉลองนั้น เราก็ไม่รู้สึกว่าขาดเขินอะไรในชีวิต ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนกับวันธรรมดาวันหนึ่ง แต่สำหรับด้านจิตใจ วันเกิดก็ส่งผลบ้างเหมือนกันแต่ก็ไม่รุนแรงนัก
ในวันเกิด เราจะคิดทบทวนกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำมาเมื่อขวบปีที่แล้วมากว่าวันอื่นๆ จะคิดว่าคุ้มไหมที่ผ่านตัวเลขอายุนั้นมาแล้ว ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตของขวบปีปัจจุบัน ซึ่งเป็นอาการทางจิตใจที่เกิดขึ้นทุกวันครบรอบวันเกิดทุกปี
แต่ในวันที่ไม่ใช่วันเกิดใครทั้งสิ้น มันก็อาจเกิดอาการนี้ขึ้นเหมือนกัน อย่างน้อยก็พ้นไปจากวันเกิดแล้ว วันสองวัน หรืออาจจะเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือนๆ เลยก็ได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นติดๆ กันทุกวัน เป็นบางวัน นานๆครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่มันก็เพียงพอสำหรับให้เราคิดได้ว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตในปีนี้
การคิดจะทำอะไรสักอย่าง ควรลงมือทำทันทีเมื่อพร้อม ถ้ากายพร้อมใจพร้อมแต่ไม่ทำ ได้แต่พูด ดีแต่พูด คนที่ดีแต่พูดนั้นคำพูดที่ออกไปมันจะกลายเป็นไม่ดี เพราะความน่าเชื่อถือของคำพูดจะลดลง พาลให้ความน่าเชื่อถือในตัวก็ลดลงไปอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
ลองคิดว่าเราไม่มีปฏิทินให้นับวันโดยวนครบรอบได้อย่างนี้ สิ่งที่เราคิดว่าจะทำปีหน้า มันจะกลายเป็นว่า อีกสามร้อยหกสิบห้าหรือหกคืนจะเริ่มทำ ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ยาวนานมากกว่า ที่จะบอกว่าปีหน้าจะทำ ปีหน้าจะเริ่ม ฟังแล้วกลับรู้สึกว่าคนพูดนั้นมีความมุ่งมั่นอยู่ด้วยซ้ำ
ลองจินตนาการต่อไปอีกว่า ถ้ากลางวันกับกลางคืนเหมือนกัน สมมติว่าไม่มีอะไรเป็นตัวกำหนดเวลาแล้ว คนที่พลัดวันประกันพรุ่งเป็นประจำจะลดน้อยลงหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะว่าก็จะมีสิ่งที่สามารถเป็นกฎเกณฑ์ในการพลัดการกระทำไปได้อีก โดยอ้างจากการกระทำก่อนหลัง ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ตัวเราให้ความสำคัญอะไรมากว่ากัน เพราะไม่มีเวลาเป็นข้ออ้างอีกแล้ว เช่น
ไปเดินเล่นก่อนแทนที่จะไปทำงาน
นี่อาจจะเป็นการให้ความสำคัญที่ผิดเพราะงานนั้นด่วน หรือ
นี่อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็ได้ ที่ให้ความสำคัญในการเดินเล่นก่อน ถ้าทำงานมานานจนล้าเต็มทีแล้ว
ซึ่งทั้งนี้เราก็จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าเราให้ความสำคัญกันอย่างไร
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วละก็ การที่ไม่มีเวลาให้นับวนกลับมาเป็นปี อย่างที่เราจำวันเกิดเราได้ทุกๆ ปีอย่างนั้น วันเกิดของเรา ก็จะหมายถึงวันที่เราเกิดจริงๆ อายุกี่วันก็ไม่รู้ หรืออาจวัดอายุกันที่ความยาวของเส้นผมก็ได้ ถ้าผมยาวกว่าก็แก่กว่า ปล่อยให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องในจินตนาการไปก็แล้วกัน
แต่สิ่งที่เราควรรู้ไม่ว่าจะมีเวลาบอกวัดหรือไม่ก็คือ
จงทำวันนี้ ตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด ให้มีคุณค่ามากที่สุด เท่านั้นพอ
แต่ใช่ว่าอยากจะให้มันเกิดขึ้นอีก เพราะลองสมมติให้ตัวเองได้อยู่ในงานฉลองวันเกิดของตัวเองก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร รู้สึกขัดเขิน อยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับมันทุกปี อย่างที่ใครๆ ทำกัน
วันเกิดที่ผ่านๆ มาโดยไร้งานฉลองนั้น เราก็ไม่รู้สึกว่าขาดเขินอะไรในชีวิต ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนกับวันธรรมดาวันหนึ่ง แต่สำหรับด้านจิตใจ วันเกิดก็ส่งผลบ้างเหมือนกันแต่ก็ไม่รุนแรงนัก
ในวันเกิด เราจะคิดทบทวนกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำมาเมื่อขวบปีที่แล้วมากว่าวันอื่นๆ จะคิดว่าคุ้มไหมที่ผ่านตัวเลขอายุนั้นมาแล้ว ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตของขวบปีปัจจุบัน ซึ่งเป็นอาการทางจิตใจที่เกิดขึ้นทุกวันครบรอบวันเกิดทุกปี
แต่ในวันที่ไม่ใช่วันเกิดใครทั้งสิ้น มันก็อาจเกิดอาการนี้ขึ้นเหมือนกัน อย่างน้อยก็พ้นไปจากวันเกิดแล้ว วันสองวัน หรืออาจจะเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือนๆ เลยก็ได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นติดๆ กันทุกวัน เป็นบางวัน นานๆครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่มันก็เพียงพอสำหรับให้เราคิดได้ว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตในปีนี้
การคิดจะทำอะไรสักอย่าง ควรลงมือทำทันทีเมื่อพร้อม ถ้ากายพร้อมใจพร้อมแต่ไม่ทำ ได้แต่พูด ดีแต่พูด คนที่ดีแต่พูดนั้นคำพูดที่ออกไปมันจะกลายเป็นไม่ดี เพราะความน่าเชื่อถือของคำพูดจะลดลง พาลให้ความน่าเชื่อถือในตัวก็ลดลงไปอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
ลองคิดว่าเราไม่มีปฏิทินให้นับวันโดยวนครบรอบได้อย่างนี้ สิ่งที่เราคิดว่าจะทำปีหน้า มันจะกลายเป็นว่า อีกสามร้อยหกสิบห้าหรือหกคืนจะเริ่มทำ ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ยาวนานมากกว่า ที่จะบอกว่าปีหน้าจะทำ ปีหน้าจะเริ่ม ฟังแล้วกลับรู้สึกว่าคนพูดนั้นมีความมุ่งมั่นอยู่ด้วยซ้ำ
ลองจินตนาการต่อไปอีกว่า ถ้ากลางวันกับกลางคืนเหมือนกัน สมมติว่าไม่มีอะไรเป็นตัวกำหนดเวลาแล้ว คนที่พลัดวันประกันพรุ่งเป็นประจำจะลดน้อยลงหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะว่าก็จะมีสิ่งที่สามารถเป็นกฎเกณฑ์ในการพลัดการกระทำไปได้อีก โดยอ้างจากการกระทำก่อนหลัง ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ตัวเราให้ความสำคัญอะไรมากว่ากัน เพราะไม่มีเวลาเป็นข้ออ้างอีกแล้ว เช่น
ไปเดินเล่นก่อนแทนที่จะไปทำงาน
นี่อาจจะเป็นการให้ความสำคัญที่ผิดเพราะงานนั้นด่วน หรือ
นี่อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็ได้ ที่ให้ความสำคัญในการเดินเล่นก่อน ถ้าทำงานมานานจนล้าเต็มทีแล้ว
ซึ่งทั้งนี้เราก็จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าเราให้ความสำคัญกันอย่างไร
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วละก็ การที่ไม่มีเวลาให้นับวนกลับมาเป็นปี อย่างที่เราจำวันเกิดเราได้ทุกๆ ปีอย่างนั้น วันเกิดของเรา ก็จะหมายถึงวันที่เราเกิดจริงๆ อายุกี่วันก็ไม่รู้ หรืออาจวัดอายุกันที่ความยาวของเส้นผมก็ได้ ถ้าผมยาวกว่าก็แก่กว่า ปล่อยให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องในจินตนาการไปก็แล้วกัน
แต่สิ่งที่เราควรรู้ไม่ว่าจะมีเวลาบอกวัดหรือไม่ก็คือ
จงทำวันนี้ ตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด ให้มีคุณค่ามากที่สุด เท่านั้นพอ


ความคิดเห็น
วุฒิภาวะก็ไม่ได้พัฒนาขึ้น
ป.ล.2 การกระทำดีที่สุดของคนๆหนึ่งในหนึ่งวัน
อาจเป็นการกระทำที่แย่ที่สุดในสายตาคนมองก็เป็นได้