ขสมก. พ่อทุกสถาบัน
โทรศัพท์ที่ทำให้ผมคิดว่า 'โลกนี้ก็ยังมีความหวัง ให้คนที่หวังว่าจะกำจัดสิ่งที่ไม่ถูกต้องไปให้หมดสิ้น' ดังขึ้นในบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา
ไม่ยากไปกว่าการยกหูโทรศัพท์โทรหากันเรื่องคิดถึงซึ้งจังอะไรทำนองนั้น และไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์มากมายขนาดนั้นด้วยซ้ำไป ในการช่วยให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นแทนที่สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง
สองหรือสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมขึ้นรถสาย 136 จุดหมายคือป้ายแยกพระราม 4 ก่อนจะถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีเด็กนักเรียนขึ้นมากลุ่มใหญ่ น่าจะอยู่ประมาณชั้นประถมต้น สายตาผมมองเหม่อไปเรื่อยเปื่อยตามประสา แวบหนึ่งผมเห็นเด็กชายที่มาเป็นคู่ส่งเหรียญ 10 ให้พนักงานเก็บค่าโดยสาร ทั้งที่ควรจะเป็น 14 บาท
ไม่แปลกอะไร สำหรับ 1 คนค่าโดยสาร 7 บาท พนักงานต้องทอนให้เจ้าหนูนั่น 3 บาท ผมมองเลยผ่านไปเพราะจวนเจียนจะถึงป้ายปลายทางของผมเต็มที
แต่ตะหงิดใจว่าเหตุใดเจ้าหนูนั่นไม่ได้ยื่นมือรับตั๋วและเงินทอนสักบาท ลองคิดหาความเป็นไปได้หลายๆ ทางเพราะผมเองเป็นลูกค้า ขสมก. มาตลอดและไม่เคยพบเหตุการณ์ที่ลับๆ ล่อๆ ทำนองนี้ นอกจากรถร่วมบริการทั้งขนาดเล็ก(สีเขียว) หรือใหญ่(ราคา 8 บาท)ก็ว่าไปอย่าง
แต่ยังหาเหตุผลอธิบายเรื่องเหรียญ 10 จอมฉงนนั่นไม่ได้ จึงเริ่มสังเกตและพิจารณามากเป็นพิเศษ หาความเป็นไปได้ บางทีเจ้าหนูและพนังงานอาจรู้จักกัน หรืออาจมีสายเลือดเดียวกันก็ได้ แต่พิจารณาแล้วสิ่งที่ปฏิบัติต่อกันไม่น่าจะเรียกว่าเป็น 'พ่อลูก' กันได้
และเมื่อพนักงานเก็บค่าโดยสารตอกย้ำความมั่นใจของผมด้วยการหยิบเหรียญ 5 ทอนให้เจ้าหนู แบบไร้ตั๋ว ผมก็เข้าใจอะไรๆ ได้ทันที
เรียกได้ว่าเป็นการต่อรองโดยรู้กันในแบบ 'วิน-วิน'
อาจจะดูว่าเป็นเงินน้อยนิด แต่เด็กนักเรียนที่ขึ้นมาทำให้รถดูคับแคบขึ้นถนัดตา รวมๆ กันก็คงได้บุหรี่แถมมะเร็งให้กระเป๋าสูบสักซอง เงินได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องจ่ายตั๋วนั่นหมายความว่าเงินส่วนนั้นสามารถเข้ากระเป๋าของคนถือกระบอก ที่เราเรียกติดปากว่า 'กระเป๋ารถเมล์' เพราะฉะนั้นกระเป๋ารถเมล์ก็ 'วิน'
เจ้าหนูเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่ต้องจ่ายเต็มราคาโดยสาร เงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นอีกหลายบาทเงินบาทสองบาท ก็มากพอ ที่จะเรียกได้ว่าเจ้าหนูเข้าก็ 'วิน' อีกเช่นกัน
แต่ผู้ผู้สังเกตการณ์อยู่ไม่ห่างแม้ผู้ถูกสังเกตไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา ทั้งสองทำสิ่งที่เหมือนเป็นชีวิตปกติของตน ไม่มีท่าทีตระหนกตกตื่นแต่ประการใด ผมเห็นความไม่ถูกต้อง และพยายามคิดหาทางออกก่อนที่รถจะจอดป้ายเป้าหมายของผม แต่แล้วผมก็ลงรถมา โดยหยุดความถูกต้องและสิ่งที่ควรจะเป็นไว้แค่ในความคิด ผมไม่ 'วิน'
ผมเดินด้วยความเร็วปกติซึ่งช้ากว่ารถราที่แล่นบนถนน ความไม่ถูกต้องมันไปได้เร็วกว่าผม เพราะมันอยู่บนรถเมล์คันที่ผมมองด้วยสายตาเดียวกับที่ผมมองตัวเองอย่างผิดหวัง และหมดศรัทธาในตัวเอง เคยได้ป่าวประกาศกับใครๆ ว่าจะอย่างไรก็ต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แต่ผมกลับปล่อยให้มันไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้น
ผมคว้าโทรศัพท์ กดหมายเลข 184 แล้วกด 3 ตามเพื่อร้องเรียนร้องทุกข์
แต่ว่า
แม้แต่ป้ายชื่อพนักงานเก็บค่าโดยสารก็ไม่ได้เหลือบมอง เลขประจำรถก็ไม่ได้จดจำเอาไว้ เพราะยังอยู่ในช่วงภวังค์ความคิดฟุ้งซ่านเสียดาย จนขาดสติ ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น
อาจเป็นเพราะความบังเอิญ หรือ เป็นเพราะประโยคที่ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม ก็ไม่ทราบ ที่แยกพระราม 4 ไฟแดงกลมแจ่มชัดขึ้นทันที ผมเร่งฝีเท้าเพื่อหวังจดจำหมายเลขประจำรถ แต่ด้วยสายตาที่ต้องเพ่งมองในระยะไกลทำให้ผมเห็นตัวเลขนั้นไม่ชัดถนัด และผมต้องการความถูกต้องแม่นยำเพราะไม่อยากกลายเป็นคนปรับปรำใคร จึงต้องเดินเข้าไปดูให้ใกล้และชัดที่สุด
ขณะนั้นผมเปล่งเสียงอ่านตัวเลขบนกระจกหลังรถ ให้กับพนักงานรับแจ้งเหตุได้ก่อนที่สัญญาณไฟจราจรจะเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวพอดี
...
เสียงพนักงานบอกให้ผมทราบว่า พนักงานเก็บค่าโดยสารคนนั้น ได้ถูกเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เสียงตามสายไม่ได้บอกผมว่า เขายอมรับผิดหรือไม่ แต่ถูกตักเตือนพร้อมมีผู้ติดตามดูพฤติกรรมต่อเป็นจำนวน 60 วัน
ภาพเด็กน้อยกำค่าโดยสารแน่น ผุดขึ้นในหัวผมทันที
ไม่ยากไปกว่าการยกหูโทรศัพท์โทรหากันเรื่องคิดถึงซึ้งจังอะไรทำนองนั้น และไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์มากมายขนาดนั้นด้วยซ้ำไป ในการช่วยให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นแทนที่สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง
สองหรือสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมขึ้นรถสาย 136 จุดหมายคือป้ายแยกพระราม 4 ก่อนจะถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีเด็กนักเรียนขึ้นมากลุ่มใหญ่ น่าจะอยู่ประมาณชั้นประถมต้น สายตาผมมองเหม่อไปเรื่อยเปื่อยตามประสา แวบหนึ่งผมเห็นเด็กชายที่มาเป็นคู่ส่งเหรียญ 10 ให้พนักงานเก็บค่าโดยสาร ทั้งที่ควรจะเป็น 14 บาท
ไม่แปลกอะไร สำหรับ 1 คนค่าโดยสาร 7 บาท พนักงานต้องทอนให้เจ้าหนูนั่น 3 บาท ผมมองเลยผ่านไปเพราะจวนเจียนจะถึงป้ายปลายทางของผมเต็มที
แต่ตะหงิดใจว่าเหตุใดเจ้าหนูนั่นไม่ได้ยื่นมือรับตั๋วและเงินทอนสักบาท ลองคิดหาความเป็นไปได้หลายๆ ทางเพราะผมเองเป็นลูกค้า ขสมก. มาตลอดและไม่เคยพบเหตุการณ์ที่ลับๆ ล่อๆ ทำนองนี้ นอกจากรถร่วมบริการทั้งขนาดเล็ก(สีเขียว) หรือใหญ่(ราคา 8 บาท)ก็ว่าไปอย่าง
แต่ยังหาเหตุผลอธิบายเรื่องเหรียญ 10 จอมฉงนนั่นไม่ได้ จึงเริ่มสังเกตและพิจารณามากเป็นพิเศษ หาความเป็นไปได้ บางทีเจ้าหนูและพนังงานอาจรู้จักกัน หรืออาจมีสายเลือดเดียวกันก็ได้ แต่พิจารณาแล้วสิ่งที่ปฏิบัติต่อกันไม่น่าจะเรียกว่าเป็น 'พ่อลูก' กันได้
และเมื่อพนักงานเก็บค่าโดยสารตอกย้ำความมั่นใจของผมด้วยการหยิบเหรียญ 5 ทอนให้เจ้าหนู แบบไร้ตั๋ว ผมก็เข้าใจอะไรๆ ได้ทันที
เรียกได้ว่าเป็นการต่อรองโดยรู้กันในแบบ 'วิน-วิน'
อาจจะดูว่าเป็นเงินน้อยนิด แต่เด็กนักเรียนที่ขึ้นมาทำให้รถดูคับแคบขึ้นถนัดตา รวมๆ กันก็คงได้บุหรี่แถมมะเร็งให้กระเป๋าสูบสักซอง เงินได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องจ่ายตั๋วนั่นหมายความว่าเงินส่วนนั้นสามารถเข้ากระเป๋าของคนถือกระบอก ที่เราเรียกติดปากว่า 'กระเป๋ารถเมล์' เพราะฉะนั้นกระเป๋ารถเมล์ก็ 'วิน'
เจ้าหนูเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่ต้องจ่ายเต็มราคาโดยสาร เงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นอีกหลายบาทเงินบาทสองบาท ก็มากพอ ที่จะเรียกได้ว่าเจ้าหนูเข้าก็ 'วิน' อีกเช่นกัน
แต่ผู้ผู้สังเกตการณ์อยู่ไม่ห่างแม้ผู้ถูกสังเกตไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา ทั้งสองทำสิ่งที่เหมือนเป็นชีวิตปกติของตน ไม่มีท่าทีตระหนกตกตื่นแต่ประการใด ผมเห็นความไม่ถูกต้อง และพยายามคิดหาทางออกก่อนที่รถจะจอดป้ายเป้าหมายของผม แต่แล้วผมก็ลงรถมา โดยหยุดความถูกต้องและสิ่งที่ควรจะเป็นไว้แค่ในความคิด ผมไม่ 'วิน'
ผมเดินด้วยความเร็วปกติซึ่งช้ากว่ารถราที่แล่นบนถนน ความไม่ถูกต้องมันไปได้เร็วกว่าผม เพราะมันอยู่บนรถเมล์คันที่ผมมองด้วยสายตาเดียวกับที่ผมมองตัวเองอย่างผิดหวัง และหมดศรัทธาในตัวเอง เคยได้ป่าวประกาศกับใครๆ ว่าจะอย่างไรก็ต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แต่ผมกลับปล่อยให้มันไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้น
ผมคว้าโทรศัพท์ กดหมายเลข 184 แล้วกด 3 ตามเพื่อร้องเรียนร้องทุกข์
แต่ว่า
แม้แต่ป้ายชื่อพนักงานเก็บค่าโดยสารก็ไม่ได้เหลือบมอง เลขประจำรถก็ไม่ได้จดจำเอาไว้ เพราะยังอยู่ในช่วงภวังค์ความคิดฟุ้งซ่านเสียดาย จนขาดสติ ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น
อาจเป็นเพราะความบังเอิญ หรือ เป็นเพราะประโยคที่ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม ก็ไม่ทราบ ที่แยกพระราม 4 ไฟแดงกลมแจ่มชัดขึ้นทันที ผมเร่งฝีเท้าเพื่อหวังจดจำหมายเลขประจำรถ แต่ด้วยสายตาที่ต้องเพ่งมองในระยะไกลทำให้ผมเห็นตัวเลขนั้นไม่ชัดถนัด และผมต้องการความถูกต้องแม่นยำเพราะไม่อยากกลายเป็นคนปรับปรำใคร จึงต้องเดินเข้าไปดูให้ใกล้และชัดที่สุด
ขณะนั้นผมเปล่งเสียงอ่านตัวเลขบนกระจกหลังรถ ให้กับพนักงานรับแจ้งเหตุได้ก่อนที่สัญญาณไฟจราจรจะเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวพอดี
...
เสียงพนักงานบอกให้ผมทราบว่า พนักงานเก็บค่าโดยสารคนนั้น ได้ถูกเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เสียงตามสายไม่ได้บอกผมว่า เขายอมรับผิดหรือไม่ แต่ถูกตักเตือนพร้อมมีผู้ติดตามดูพฤติกรรมต่อเป็นจำนวน 60 วัน
ภาพเด็กน้อยกำค่าโดยสารแน่น ผุดขึ้นในหัวผมทันที


ความคิดเห็น
รอรถนานแสนนาน พอรถมา ดันไม่จอดป้าย