จุดหมายมาเลเซีย มะละกา มาแบบเหนือเมฆ

ที่นี่ ตอนนี้ เป็นเวลาตีหนึ่งครึ่งของวันใหม่แต่นาฬิกาที่กรุงเทพฯ บอกเวลาเพียงเที่ยงคืนครึ่ง ยังจำได้ดีว่าเที่ยงคืนครึ่งของเมื่อวาน(16 ธ.ค.) รู้สึกตื่นเต้นแค่ไหน เพราะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางข้ามประเทศด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ข่มตานอนแทบไม่หลับ

รุ่งขึ้นในวันเดินทาง นาฬิการ่างกายปลุกให้ตื่นแปดโมง ปกติจะมีอาการอยากนอนต่อแต่ร่างกายกลับตื่นตัวกระฉับกระเฉง ลุกขึ้นจัดเตรียมกระเป๋าเดินทางทันทีที่ลืมตาเหมือนแกล้งปิดไฟหลับตาทั้งที่สติยังคงมี


แท๊กซี่ของอามาถึงบ่ายโมง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางจากประชาอุทิศ 45 ถึงสนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หนึ่งชั่วโมงต่อมารถจอดเทียบทางเข้าหมายเลข 6 อย่างสนิททีเดียว ซึ่งเดินผ่านประตูกระจกเข้าไปก็จะเห็น Row M ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

เสมือนอยู่ต่างประเทศ ด้วยเพราะมาเยือนสนามบินฯสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก และอีกผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมานั้นหลายเชื้อชาติ ไม่รู้ว่าใครเป็นไทยเป็นต่างชาติกัน

พึ่งได้บะหมี่เป็ดย่างรองท้องตอนบ่ายสองกว่าๆ ตั้งแต่หลังมื้อเช้า กินในปริมาณไม่อิ่มแต่ยิ่งหิว เพราะแพงเหลือเกิน หมดชามแรกไม่คิดจะต่อชามที่สองแต่อยากเดินออกไปหาอะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อน่าจะได้ราคาที่สะดวกใจมากกว่านี้ แต่แล้วก็ตัดสินใจซื้อแค่เมนทอสรสเปรี้ยวแท่งเดียวเท่านั้น โดยไม่ได้คาดคิดว่ากว่าจะมีอะไรตกถึงกระเพาะอีกที ต้องเป็นตอนที่กระเพาะลอยสูงจากระดับน้ำทะเลเป็นหมื่นๆฟุต

ยังไม่ถึงเวลานัดหมาย แต่ก็ใกล้เต็มที เดินผ่านบริการแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่หลายต่อหลายครั้ง จึงตัดสินใจเข้าไปแลกธนบัตรไทยใบละ 1,000 บาท 4 ใบให้เป็นเงินริงกิต (RM) ธนบัตรทั้ง 4 ถูกส่งผ่านช่องเล็กๆใต้กำแพงกระจกกั้นใบหน้าพนักงาน แล้วธนบัตรใบละ 100 ริงกิต 3 ใบ, 50 ริงกิต 1 ใบก็ส่งกลับมาทางช่องแคบๆ ช่องเดิม และพ่วงท้ายด้วยธนบัตรใบละ 100 บาท 3 ใบ, 50 บาท 1 ใบคือกลับมา ได้เป็นสมการดังนี้

350 บาท + 350 ริงกิต = 4,000 บาท

อะไรมันจะพอดิบพอดีปานนั้น

350 ริงกิตคงซื้ออะไรได้มากมาย แต่ในตารางเวลาการเดินทางไม่มีช่วงที่ออกจากเขตที่พักเพื่อจับจ่ายใช้เงินในเมืองมะละกาเลยสักนิด

อัตราแลกเปลี่ยนนั้นต่างกันถึง 2 บาท นั่นหมายถึงตอนนี้เงินประมาณ 700 บาทหลุดลอยออกจากกระเป๋าไปแล้วตอนนี้ จากที่ไม่ได้คิดเรื่องขาดทุนเพราะแลกเงิน จนเมื่อคำว่าขาดทุนออกมาจากปากแจนจาก TTR Weekly และชี้ทางสว่างให้เห็นมูลค่าที่ต่างกันมากเหลือเกินหลังจากที่แลกไปเสียเยอะแยะ แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เดินต่อไปเพื่อไปเสียค่าธรรมเนียมสนามบินอีก 500 บาท

จุดหมายต่อไปคือ Gate E9 ผ่านบริเวณร้านค้าปลอดภาษี เดินต่อไปจนร้านค้าเริ่มบางตา จนมีเพียงพื้นเลื่อนให้ยื่นพักเหนื่อยพร้อมพาให้เข้าใกล้จุดหมายยิ่งขึ้น ถึงด่านตรวจสิ่งของหรือเครื่อง CTX ที่ชื่อฉาวโฉ่ ก้าวที่ 2 พ้นกรอบประตูเสียงดังขึ้นทันที แล้วโยนความผิดให้เหล็กที่ฝังอยู่ในแขนซ้ายในทันทีโดยลืมไปว่ายังมีโทรศัพท์นอนอยู่ก้นกระเป๋ากางเกง


ถึงที่หมาย Gate 9 นั่งรอเครื่องบินเทียบชานชลาจนดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เพราะเครื่องล่าช้าไปเล็กน้อย

บนทางเดินเข้าสู่ตัวเครื่องบริเวณทางเลี้ยวก่อนเข้าตัวเครื่องนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในความคิด และไม่ใช่เพราะว่าเคยได้เดินเล่นเตร่อยู่แถวนี้หรือเห็นภาพข่าวจากสำนักข่าวใดๆ ทั้งสิ้น เรียกมันว่า เดจา วู เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เกิดขึ้น และเป็นครั้งที่เกิดยาวนานที่สุด

ถึงตอนที่ตื่นเต้นที่สุดจากที่เคยได้ฟังเรื่องการเดินทางด้วยอากาศยานมาคือ ช่วงที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับความสูง บางคนอาจเกิดอาการเมาเครื่องบินทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ลิ้นชิมด้วยซ้ำ มีอาการรากแตก อาเจียนเป็นระลอกๆ จนหมดไส้พุง หูอื้อไม่ได้ยินอะไรใดๆทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาเครื่องไต่ภูอากาศขึ้นไปจริงๆ กลับไม่มีอาการอย่างที่ได้ยินได้ฟังมา คงเป็นเพราะไข่ที่ใส่ลงไปหลายฟองหรือไม่ก็เป็นอาการของบางคนที่เมาและแพ้เครื่องบินอย่างรุนแรง ซึ่งตอนนี้แน่ใจแล้วว่าไม่ใช่ตัวเองอย่างแน่นอน

บริการอาหารบนเครื่องเชื่องช้าตามความรู้สึกของคนหิวจัด ซึ่งกลับหมดอย่างรวดเร็วในสายตาของเพื่อนผู้โดยสารรอบข้าง

นั่นอยู่ริมทางเดินของแถวกลางจึงเห็นท้องฟ้าได้ไม่ถนัดนัก จึงไม่ได้เก็บภาพเหนือเมฆ หวังไว้ลึกๆว่าขากลับคงได้นั่งริมหน้าต่างบ้าง แต่ก็สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างท้องฟ้าด้านซ้ายและขวาจากที่นั่งตรงแถวกลางริมทางเดินนั่น

ท้องฟ้าด้านซ้ายของลำเรือบินเริ่มมืดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนฟ้าด้านขวาส่งเฉดสียามอาทิตย์อัสดงทอใส่ท้องฟ้า จินตนาการไว้ว่าน่าจะสวยงามกว่าดวงอาทิตย์ตกลงพื้น

ยังไม่ทันที่แอร์โฮสเตสจะเสร็จสิ้นดี เครื่องบินเริ่มลดระดับลงเรื่อยๆ เป็นขั้นๆ คล้ายลงจากชั้นบันได เหมือนเครื่องบินโดนเขย่าเบาๆ แต่สร้างแรงสะเทือนจนกระเป๋าในชั้นวางกระเป๋าที่อยู่ในช่องเหนือหัวรู้สึกได้ ผู้โดยสารทุกคนนั่งประจำที่ คาดเข็มขัด ลงสู่พื้นกัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย

ป้ายในสนามบินต้องมีถึง 3 ภาษา อังกฤษ, บาฮาซา มาเลเซีย, จีน

จากสนานบินถึงรัฐมะละกาซึ่งเป็นที่จุดหมายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นานที ตามเส้นทางถนนสายเอเชีย

รถที่ใช้เดินทางต่อไปรัฐมะละกา

หลังจากอาบน้ำเสร็จคิดไว้ว่าเดินทางคราวนี้คงต้องเขียนบันทึกการเดินทาง แล้วก็จรดหมึกปากกาบนแล้วลากเป็นตัวอักษรเริ่มต้นการบันทึกเอาไว้ว่า


17 ธันวาคม 2549
ที่นี่ ตอนนี้ เป็นเวลาตีหนึ่งครึ่ง...

ความคิดเห็น

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า
ตอนขึ้นเครื่อง...อารมณ์คล้ายๆกัน
แต่เราคงเขียนได้ไม่ดีเท่า ^_^

Populars