The Grudge 2 (2006)



คุณมีเหตุผลบ้างไหม? หรือคุณใช้แต่อารมณ์เขวี้ยงใส่กัน

หนังเรื่อง The Grudge 2 ขว้างคำถามใส่ผมทันที่ที่อักษร cast สีขาวเลือนขึ้นช้าๆ จากขอบล่างของจอ ไฟค่อยๆ สว่างขึ้น

"ไอ้ผีไม่มีเหตุผล" แฟนสาวที่นั่งดูอยู่ข้างผมเอ่ยขึ้น เพื่อตั้งใจให้ผมได้ยินคนเดียว

ผมได้ยินแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เพราะยังอยู่ในภวังค์ซึ่งพยายามลำดับเหตุการณ์ของเนื้อเรื่อง และเหตุผลที่ไปที่มาของพฤติกรรมของตัวละคร

แม้จะเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังได้สำเร็จ แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใด ผียกชุดนี้ถึงเฮี้ยนนัก (ผี 1 ชุดนี้ประกอบด้วย โตชิโอะผีตัวขาวชอบนั่ง, คายาโกะ-ผีแม่สาวผมยาว และผีแมวดำร้องเรียกเหมียวๆ)

'หรือเพราะไม่ได้ดูภาคแรกวะ เลยไม่รู้เรื่อง' ผมคิดในใจ และเริ่มจนปัญญาที่จะคิดต่อไปแล้ว ว่าเหตุผลของผีที่โคตรดุนั้นเป็นเพราะอะไร

"ไม่มีเหตุผลยังไง?" ผมถามแฟนสาวเพื่อหาประเด็นใหม่จากเหตุผลที่เธอจะตอบ

อย่างน้อยเธอต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลแน่นอน และเวลาที่เราดูหนังจบก็มักจะถกกันถึงเรื่องหนังเป็นปกติ ซึ่งก็จะได้ประเด็นที่แตกกอออกไปจากที่ผมคิดเสมอๆ

"ก็มันไม่มีเหตุผล"

'อ้าว! ไหงตอบแบบนี้' ผมพยายามเค้นเอาเหตุผลให้ได้

"ไม่ชอบอ่ะ ผีมันไม่มีเหตุผล" หลังสิ้นเสียงเธอ ผมกลับเข้าภวังค์อีกครั้ง

ผมคิดว่าคนที่มองดูความเคียดแค้น กับคนที่สัมผัสมันโดยตรงจะมีความเห็นต่างกันไป ผีเป็นผู้สัมผัสและรู้สึกถึงความเคียดแค้นโดยตรง ผู้คนที่อยู่ในหนังนั้นเป็นผู้มองอยู่รอบนอก

จนเมื่อได้เข้าไปในบ้านหลังนั้น จึงติดเชื้อมา เปรียบเสมือนเชื้อโรคที่มีระยะฟักตัว จนถึงระยะแสดงอาการ เพียงแต่เชื้อนี้ไม่มีการเจริญเติบโตแบบแน่นอน ไม่มีอาการที่แน่นอน ซึ่งหมายความว่าอาจตายฉับพลันทันที หรือสองสามวันก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หรืออะไรก็แล้วแต่ตามแต่ที่ 'อารมณ์ความแค้น' ของผีจะเล่นงาน

ส่วนเรา-ผู้ชมที่นั่งอยู่หน้าจอภาพยนตร์นั้นสามารถเลือกเป็นได้ทั้งผีหรือคนในเรื่อง

แน่นอนว่าเราทุกคนเคยมีความแค้นไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือใหญ่จนคับใจ หากว่าระบายความแค้นนั้นออกมาแล้วทำให้ความแค้นก้อนใหม่เกิดขึ้น เกิดขึ้นต่อไปเป็นทอดๆ เปรียบแล้วคงไม่ต่างจากผีซึ่งทำให้เกิดผีชุดใหม่ขึ้นมา

ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน การกิน การเดิน การส่องกระจก(สังเกตว่าหนังผีจะมีกระจกอยู่ในหนังเยอะ) การดูวีดีโอ การเดินก็พาผีไปติดต่อคนอื่นได้ ซึ่งเปรียบได้กับความแค้น ติดตามไปทุกหนแห่ง กระจายขยายวงออกไปเหมือนที่แม่ของคายาโกะบอกกับออเบรย์ว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีวันหยุดมันได้"

ออเบรย์เองก็มีความแค้นอยู่ในใจเหมือนที่เราก็มีกันทุกคน ฉะนั้นปลายทางของออเบรย์และเราคงไม่ต่างกัน

ในภาค 2 นี้ถือได้ว่าสำเร็จ ในเรื่องการสะท้อนตัวตนของสังคมมนุษย์กับความอาฆาตแค้นที่นับวันยิ่งจะแผ่ขยายออกไปไม่มีวันสิ้นสุด แม้ว่าหนังจะทิ้งประเด็นให้คั่งค้างใจแต่นั่นก็เพียงพอสำหรับตอบสิ่งที่หนังจะสื่อสารแล้ว ไม่ต้องมีเหตุผลรองรับก็สามารถตอบโจทย์ของเรื่องได้ทั้งหมด

ทาคาชิ ชิมิซุประกาศที่จะสร้างภาคต่อ ซึ่งนอกจากความกระตุกขวัญ สั่นประสาทของบรรยากาศมืดทึม หน้าขาวๆ ตาถลน ผมยาวดำขลับปิดใบหน้า ของผียกชุดนั้นออกจะเก่าไปจนไม่ทำให้กลัวอีกแล้ว ถ้าสิ่งที่จะนำมาพูดต่อในภาค3ไม่หนักแน่นและไม่น่าติดตามพอ อาจจะทำให้หนังออกมาแป้กก็ได้

ต้องคิดมุขใหม่ที่ทำให้น่ากลัวยิ่งกว่าผียกชุดเดิม(ว่ากันว่า ju-on 3 น่ากลัวกว่าทุกๆ ภาค) เพื่อให้เป็นหนังที่กระตุกขวัญได้จริง แทรกแง่คิดสะท้อนสังคมมนุษย์เหมือนอย่างที่หนังผีชั้นครูทำกัน และต้องมีความต่อเนื่องจากภาค 1 และ 2 จึงจะถือได้ว่าหนังภาคต่อนี้มีคุณค่าและคุ้มค่าที่จะเสียเงินไปดู

ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นงานที่หินเลยทีเดียว

ความคิดเห็น

Populars