บทความจากขยะ

ความรู้สึกผิดต่อโลกใบนี้ถาโถมเข้าสู่ใจของผมทันทีที่ผมเปิดสิ่งพิมพ์ที่เรียกตัวเองว่า Free Copy Weekly Newspaper นั้นครบทุกหน้า พลิกไปพลิกมาอีกสามสี่ตลบความรู้สึกนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวี

ไม่ใช่ว่าบทความในสิ่งพิมพ์นั้นทำให้ผมสำนึกรักษ์โลกมากขึ้น และไม่ใช่บทความตีแผ่การกระทำที่เลวร้ายของมนุษย์ที่ทำให้โลกร้อนด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยแบบไม่เหลือเผื่อแผ่ให้ลูกหลาน แต่ถึงแม้จะมีบทความประเภทนี้อยู่ในสิ่งพิมพ์มันก็ไม่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกผิดต่อโลกได้มากมายนักหรอก หรืออาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว มันเกือบไม่ได้มาอยู่ในมือผม ถ้าหากว่าผมเดินผ่านพนักงานที่หยิบยื่นสิ่งพิมพ์นี้ให้ผู้ผ่านไปผ่านมาบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้นไป ผมกลับเหลียวหลังกลับและยื่นมือออกไปรับมันมาไว้ ด้วยธรรมชาติของคนทำงานในแวดวงสิ่งพิมพ์ เมื่อเห็นสิ่งพิมพ์ที่แปลกตาก็อยากสำรวจทั้งเรื่องเนื้อหา สำนวนการเขียน ใครเป็นบรรณาธิการ และรูปเล่มการจัดหน้าเป็นอย่างไร ผู้ผลิตต้องการนำเสนออะไร ฯลฯ

แต่สิ่งที่ผมได้เจอในสิ่งพิมพ์เล่มนั้น กว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นโฆษณา ในจำนวนนั้นรวมปกหน้า ปกหลัง รองปกหน้า และรองปกหลังไปแล้ว ซึ่งผมก็ไม่สนใจอ่านมันอยู่แล้ว จึงเปิดข้ามไปในสิ่งที่เป็นเนื้อหาและสิ่งที่คนทำอยากนำเสนอ แต่ก็พบว่าเนื้อความเหล่านั้นก็เป็นเพียงโฆษณาแฝงประเภทสถานออกกำลังกายในร่ม(fitness) สถานคลายร่างกาย(spa) กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เพื่อให้มนุษย์เพิ่มการใช้ เพิ่มขยะให้กับโลก

ผมมองสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในมือ ที่ผมอยากทำความรู้จักเนื่องจากมันบอกตัวเองว่าเป็นหนังสือพิมพ์ และหลังจากที่เปิดดูผ่านๆ จนครบมันก็กลายเป็นเพียงโฆษณาประเภทสิ่งพิมพ์ และตอนนี้มันเป็นเพียงขยะที่ผมจะโยนมันทิ้งลงถังขยะทันที ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกที่เกิดในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที เริ่มต้นตั้งแต่ผมขึ้นรถไฟขบวนนั้นจนมันพาไปส่งยังอีกสถานีหนึ่ง

ผมยังกำแผ่นกระดาษขยะเหล่านั้นไว้ในมือ และนึกย้อนไปถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา เลยไปถึงช่วงวัยเรียน ผมมักจะตัดกระดาษที่เหลือจากสมุดที่ใช้ไม่หมดเก็บไว้เพื่อจะเย็บเป็นสมุดบันทึกต่อไป ยังมีกระดาษที่ใช้เพียงด้านเดียวผมก็จะเก็บไว้ขีดเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์และความนึกคิด ผมไม่ได้นึกรักษ์โลกแต่อย่างใด แค่ผมเสียดายมันก็เท่านั้นเอง

แต่ระยะเวลาหลังๆ มานี้ เป็นเวลาห้าหกปีที่ผ่านมาเห็นจะได้ ผมเริ่มที่จะเอนเอียงไปทางเหตุผลในสำนึกรักษ์โลกขึ้นมาบ้าง ผมมักปฏิเสธการใช้ถูกพลาสติกโดยไม่จำเป็น เช่นการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะถือหรือใส่กระเป๋าได้ หรือการซื้อน้ำที่บรรจุในแก้วผมจะปฎิเสธที่จะหุ้มด้วยถุงพลาสติกเล็กๆ อีกชั้นหนึ่งเสมอ เป็นต้น

มีบางครั้งที่ผมซื้อสินค้าแล้วผมก็ปฏิเสธที่จะใส่ถุงพลาสติกตามปกติ แต่พ่อค้าและแม่ค้าก็ยัดเยียดถุงให้ผมโดยให้เหตุผลว่า "เดี๋ยวใครเขาถามว่าซื้อที่ไหนมาไม่ใส่ถุงให้มันน่าอาย" หรือบางคนก็ให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงแกมบังคับว่า "ใส่ไปเถอะจะได้สวยๆ" ทั้งๆ ที่ถุงพลาสติกก็ไม่ได้มีการออกแบบอะไรเป็นเพียงถุงเรียบๆ ธรรมดา ผมก็ต้องจำใจยอมรับถุงนั้นมาแต่โดยดี

แต่ครั้งนี้ไม่มีใครจับสิ่งพิมพ์นั่นยัดใส่มือผม มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด ที่ผมกลับเพิ่มขยะให้กับโลกไปในชั่วพริบตาและไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อตัวผมและโลกเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกันแล้ว เป็นเวลานานเท่าไรที่กว่าผมจะลดการใช้ ลดขยะได้ครั้งละเล็กครั้งละน้อยจนมีปริมาณเท่าที่ผมจะทิ้งไปในวันนี้

ผมตัดสินใจเก็บสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ไว้เพื่อหาประโยชน์จากมันให้ได้ เพื่อผมจะไม่รู้สึกผิดที่เพิ่มขยะโดยที่ยังไม่ได้หาประโยชน์อะไรจากมันเลย

ผมยังใช้มันรองกันเปื้อนตอนที่ผมกินข้าวแต่ก็ยังไม่ได้โยนมันทิ้ง และมีสองครั้งที่แขกไม่ได้รับเชิญบินและไต่เข้ามาให้ห้อง ผมก็ม้วนมันเป็นกระบองแข็งตีแขกตายคาที่

และอีกหนึ่งประโยชน์ก็คือบทความนี้ด้วย

ความคิดเห็น

Populars