'ห้วงเวลา' ที่ถูกค้นพบยามอดนอน
เป็นระยะเวลารวม 38 ชั่วโมงเต็มที่ผมไม่ได้หลับหรืองีบแม้สักนาที แต่ผมยังต้องลืมตาตื่นเพื่อเดินทางกลับห้องพักของตัวเองให้ได้ ผมเดินบนทางเท้าริมถนนด้วยอาการที่ยังเรียกได้ว่าปกติเมื่อเทียบกับจำนวนชั่วโมงที่ผิดปกติของการไม่ได้พักผ่อนนั่นแล้ว
ความรู้สึกนั้นอยากกลับถึงห้องและล้มตัวลงนอนให้เร็วที่สุด หากว่าต้องนั่งนิ่งรอคอยรถประจำทางสายที่จะพาผมไปถึงที่หมาย ด้วยการมองรถคันแล้วคันเล่าผ่านไปผ่านมาอาจทำให้ผมหลับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน
ผมจึงตัดสินใจโบกเรียกรถแท๊กซี่แทน โดยไม่ได้คิดถึงว่าการนั่งบนเบาะอันหนานุ่มที่สอดรับสรีระร่างกายอย่างพอดีและอากาศเย็นฉ่ำนั้นจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน
ผมไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแค่กระพริบตาตามจังหวะธรรมชาติ หรือเปลือกตานั้นกำลังคล้อยต่ำลงเป็นเวลานานกว่าชั่วพริบตาธรรมดา เหมือนยังรู้สึกตัวแต่ดวงตาปิดสนิท กระพริบตาครั้งนี้ จึงลึกล้ำและยาวนาน
ในความรู้สึกผมได้เข้าสู่ค่ำคืนอันแสนยาวนาน นิ่งสนิท โลกแห่งความจริงปิดสนิท โลกแห่งความฝันก็ไม่เปิดต้อนรับ ผมอยู่ในห้วงที่สงบสงัดยิ่ง
เหมือนผมได้สาปสูญไปจากโลกทั้งสองโดยสิ้นเชิง หายเข้าไปในห้วงอะไรสักอย่าง ไม่ปรากฏร่างความคิด หรือตัวตนอะไรเลย โลกที่สัมผัสได้หายวูบไปทันทีเหมือนโดนยาสลบ แต่ต่างกันที่ไม่มีความฝันอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
จริงๆ แล้วย่อหน้านี้ผมจะต้องปล่อยให้ว่างเปล่าเอาไว้ เพื่ออธิบายความว่างเปล่าของห้วงเวลาดังกล่าวนั้นได้ถูกต้องตามความว่างเปล่าของมัน แต่นั่นอาจเป็นการอธิบายที่ไม่สื่อกับผู้อ่านเท่าใด
จากบริเวณที่ผมขึ้นแท๊กซี่ขึ้นมานั้นถึงบริเวณนี้ เป็นระยะทางประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ แต่กลับรู้สึกเหมือนได้ผ่านค่ำคืนแห่งการหลับใหลมาและกำลังลืมตาตื่นขึ้นพบกับรุ่งเช้าอันเบิกบานและแจ่มใส
แต่เมื่อลืมตาขึ้นพบกับความจริงว่า ผมยังอยู่บนแท๊กซี่คันเดิมที่จอดนิ่งสนิทบริเวณสี่แยกเพื่อรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ ในยามค่ำของวันที่อากาศค่อนข้างเย็นวันหนึ่ง ฟ้ามืดสนิทแสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่ภายนอกรถนั้นมากจากแสงไฟรายทางถนน จากไฟหน้ารถที่วาบผ่านไป และไฟตามตึกรามบ้านช่อง หาใช่แสงสีส้มของอาทิตย์ยามเช้าไม่ มาตรบอกค่าโดยสารปรากฏตัวเลขราคาค่าโดยสาร 37 บาทเท่านั้น และผมได้งีบไปไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ความปรารถนาของผมได้สมใจเมื่อเวลาจากนาฬิกาแขวนในห้องผมบอกว่า เลยเวลาสี่ทุ่มมาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมอยู่บนที่นอนและพร้อมที่จะเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหลอันแสนรื่นรมย์เสียที
ความรู้สึกนั้นอยากกลับถึงห้องและล้มตัวลงนอนให้เร็วที่สุด หากว่าต้องนั่งนิ่งรอคอยรถประจำทางสายที่จะพาผมไปถึงที่หมาย ด้วยการมองรถคันแล้วคันเล่าผ่านไปผ่านมาอาจทำให้ผมหลับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน
ผมจึงตัดสินใจโบกเรียกรถแท๊กซี่แทน โดยไม่ได้คิดถึงว่าการนั่งบนเบาะอันหนานุ่มที่สอดรับสรีระร่างกายอย่างพอดีและอากาศเย็นฉ่ำนั้นจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน
ผมไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแค่กระพริบตาตามจังหวะธรรมชาติ หรือเปลือกตานั้นกำลังคล้อยต่ำลงเป็นเวลานานกว่าชั่วพริบตาธรรมดา เหมือนยังรู้สึกตัวแต่ดวงตาปิดสนิท กระพริบตาครั้งนี้ จึงลึกล้ำและยาวนาน
ในความรู้สึกผมได้เข้าสู่ค่ำคืนอันแสนยาวนาน นิ่งสนิท โลกแห่งความจริงปิดสนิท โลกแห่งความฝันก็ไม่เปิดต้อนรับ ผมอยู่ในห้วงที่สงบสงัดยิ่ง
เหมือนผมได้สาปสูญไปจากโลกทั้งสองโดยสิ้นเชิง หายเข้าไปในห้วงอะไรสักอย่าง ไม่ปรากฏร่างความคิด หรือตัวตนอะไรเลย โลกที่สัมผัสได้หายวูบไปทันทีเหมือนโดนยาสลบ แต่ต่างกันที่ไม่มีความฝันอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
จริงๆ แล้วย่อหน้านี้ผมจะต้องปล่อยให้ว่างเปล่าเอาไว้ เพื่ออธิบายความว่างเปล่าของห้วงเวลาดังกล่าวนั้นได้ถูกต้องตามความว่างเปล่าของมัน แต่นั่นอาจเป็นการอธิบายที่ไม่สื่อกับผู้อ่านเท่าใด
จากบริเวณที่ผมขึ้นแท๊กซี่ขึ้นมานั้นถึงบริเวณนี้ เป็นระยะทางประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ แต่กลับรู้สึกเหมือนได้ผ่านค่ำคืนแห่งการหลับใหลมาและกำลังลืมตาตื่นขึ้นพบกับรุ่งเช้าอันเบิกบานและแจ่มใส
แต่เมื่อลืมตาขึ้นพบกับความจริงว่า ผมยังอยู่บนแท๊กซี่คันเดิมที่จอดนิ่งสนิทบริเวณสี่แยกเพื่อรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ ในยามค่ำของวันที่อากาศค่อนข้างเย็นวันหนึ่ง ฟ้ามืดสนิทแสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่ภายนอกรถนั้นมากจากแสงไฟรายทางถนน จากไฟหน้ารถที่วาบผ่านไป และไฟตามตึกรามบ้านช่อง หาใช่แสงสีส้มของอาทิตย์ยามเช้าไม่ มาตรบอกค่าโดยสารปรากฏตัวเลขราคาค่าโดยสาร 37 บาทเท่านั้น และผมได้งีบไปไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ความปรารถนาของผมได้สมใจเมื่อเวลาจากนาฬิกาแขวนในห้องผมบอกว่า เลยเวลาสี่ทุ่มมาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมอยู่บนที่นอนและพร้อมที่จะเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหลอันแสนรื่นรมย์เสียที


ความคิดเห็น