โชคของคนทำหนังสือ

ผมมักจะได้ยินประโยคซึ่งพูดให้กับผมว่า

"ดีนะ ที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ"
"โชคดีจัง ที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรแล้วก็ได้ทำ"

ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้วคนที่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของ 'โชค' จริงๆตามคำที่ออกมานั่นหรอก ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน มันไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรมากกว่า

เมื่อผมเลือกที่จะเดินเข้าสู่หนทางของการเขียน ผมมีความแน่วแน่ว่าจะไม่เสียเวลาไปกับอาชีพด้านอื่นแม้แต่น้อย เมื่อทำงานในวงการนิตยสาร ก็พบว่าแท้จริงแล้วการผลิตนิตยสารแต่ละเล่มที่ผมได้สัมผัสมานั้นไม่ได้เป็นการผลิตด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าในการนำเสนอสารที่บริสุทธิ์ให้แก่ผู้อ่านอย่างที่ผมคิด เพื่อความอยู่รอดและผลกำไรที่ทำให้นิตยสารต่างๆ ในท้องตลาดนั้น ต้องทำงานตอบโจทย์ลูกค้าและความต้องการของเอเจนซี่โฆษณาซึ่งเป็นผู้ที่ตัดสินใจว่าจะลงโฆษณาดีหรือไม่

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ก็ทำให้ทัศนคติในการทำงานในวงการขีดเขียนแบบนี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด คือผมมองการทำงานในนิตยสารจำพวกนี้เป็นงานประจำที่ไม่ได้ตอบความต้องการภายในของผมได้อย่างที่คิดไว้ เป็นงานที่ผมทำเพื่อหาเลี้ยงชีพและเพื่อว่าจะได้ไม่ห่างไกลจากวงการหนังสือเท่านั้น และจะได้รู้จักคนที่อยู่ในวงการนี้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

สิ่งที่ตอบความต้องการภายในของผมท้ายสุดแล้วมันก็คือ งานที่ผมเขียนเองนอกเวลางานอยู่ดี เป็นงานจำพวกบันทึกบ้าง เรื่องสั้นบ้าง

สำหรับคนที่ใฝ่ฝันจะเข้ามาประกอบอาชีพขีดเขียนในธุรกิจนิตยสารแล้วก็ต้องเข้าใจและยอมรับสภาพแบบนี้เสียก่อน มิใช่ว่าจะได้เขียนอะไรๆ อย่างที่ใจอยากได้อย่างอิสระปราศจากการครอบงำของแหล่งทุนได้

ผมจึงได้ตระหนักถึงความจริงใจข้อนี้และเกิดคำถามขึ้นว่า แท้จริงแล้วการผลิตนิตยสารเพื่อผู้อ่านโดยแท้นั้นเป็นอย่างไร จำเป็นด้วยหรือที่ต้องอิงแอบกับแหล่งทุน เขียนบางสิ่งที่เราไม่เชื่อเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน อย่างนั้นแล้วการทำนิตยสารก็ไม่ต่างอะไรกับการขายสินค้าด้วยการโฆษณาให้ผู้อ่านหลงเชื่ออย่างแนบเนียน ใช่หรือไม่?

เพราะผมจำเป็นต้องกินและใช้ การมีรายได้ที่แน่นอนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่สิ่งที่อยู่ภายในผมมันเรียกร้องและโหยหาการทำนิตยสารโดยปราศจากเงื่อนไขทางด้านการเงินมาครอบงำ และอิสระจากแนวหนังสือที่ต้องมีส่วนของการขายสินค้าแก่ผู้อ่าน กระตุ้นให้ผู้อ่านได้จับจ่ายใช้เงินเพื่อเพิ่มยอดขายแต่กลับไม่กระตุ้นให้ผู้อ่านใช้ปัญญาอย่างจริงจังและเต็มที่ อย่างน้อยก็ในแง่ของธุรกิจหรือทุน นิตยสารจำพวกนี้จะไม่พูดถึงพิษภัยของทุนอย่างแน่นอน แม้ว่าในใจจะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร สินค้าใดควรสนับสนุนหรือสินค้าใดไม่ควรสนับสนุน

ตัวผมเองไม่ได้รังเกียจแหล่งทุนแต่อย่างใด เมื่อมีแหล่งทุนเป็นผู้สนับสนุนนั่นเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากสำหรับคนที่ประกอบกิจการนิตยสาร แต่บางครั้งการบูชาแหล่งทุนเป็นพระเจ้า ต้องการให้เขียนหรือไม่เขียนอะไรก็ต้องทำตาม อย่างนั้นแล้วผมคิดว่า ผมก็เพียงทำหน้าที่เป็นผู้เขียนคำโฆษณาให้แหล่งทุนนั้นๆ เท่านั้นเอง และเรียกตัวเองได้อย่างไม่เต็มปากว่าเป็น 'คนทำหนังสือ'

แม้ว่าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ต้องการจะเขียนแสดงออกเพื่อกล่าวโทษว่าแหล่งทุนดีไม่ดีอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยความรู้สึกเสมือนถูกกดทับอยู่ ปิดปากเอาไว้ไม่ให้พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แค่นั้นก็เพียงพอที่ทำให้ผมในฐานะคนทำหนังสืออยากจะออกไปจากความครอบงำนั้นโดยทันที

ดังนั้นแล้วผมกับพรรคพวกที่พูดคุยเรื่องนิตยสารที่เราอยากเห็นกันมาระยะหนึ่ง จึงรวมตัวกันและทำนิตยสารที่เป็นอุดมคติของพวกเราขึ้นมา ชื่อว่า 'หมดปัญญา' เป็นนิตยสารออนไลน์ที่ทำขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านดาวน์โหลดอ่านฟรี

อินเตอร์เน็ต คือ เทคโนโลยีที่ทำให้คนทำหนังสืออย่างผมมีทางออกให้กับตัวเอง ไม่ต้องพบกับทางอันตีบตันซึ่งก็คือแหล่งทุนที่เป็นดั่งกำแพงสูงบดบังทางสว่างในการนำเสนอสารถึงผู้อ่าน

ดังที่ผมกล่าวไว้ตอนต้น สิ่งที่ผมอยากทำจริงๆ แม้คนอื่นเห็นว่าผมได้ทำมันแล้ว ก็คือได้ทำงานในวงการขีดเขียน แต่เมื่อเข้ามาก็พบว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการ ผมก็ยังกระเสือกกระสนไปให้ถึงในสิ่งที่ต้องการได้ หาได้เป็นเรื่องของโชคไม่

เช่นเดียวกันผู้ที่คิดค้นอินเตอร์เน็ตขึ้นมา, ผู้ผลิตโปรแกรม Flash ขึ้นมา, ผู้เขียน Component ซึ่งเป็นส่วนประกอบให้ผมได้ผลิตนิตยสารออนไลน์ขึ้นมาได้ เรื่องเหล่านี้ก็หาได้เป็นเรื่องของโชคไม่

ความคิดเห็น

Populars