เพื่อนแท้อาจมีแต่ในนิยาย
หลายโต๊ะในร้านอาหารที่เราเดินเข้าไปกับพี่ผู้ชายที่ทำงานด้วยกัน มีคนจับจองไว้แล้วส่วนใหญ่มาเป็นคู่เหมือนเรา และส่วนใหญ่นั้นเป็นคู่ระหว่างหญิงและชายทั้งสิ้น มีโต๊ะด้านในเข้าไปเป็นคู่ชายและชาย แต่เรามองดูแล้วไม่แน่ใจว่าจะเป็นชายแต่ร่างกายหรือเปล่า และโต๊ะใหญ่อีกโต๊ะที่ส่งเสียงเฮฮาตามประสาเพื่อนฝูงซึ่งมีทั้งหญิง ชาย ไม่ชาย และไม่หญิงคละกันไป
ไม่ได้มองหาใครในฝูงชนเหล่านั้น เพียงแต่สงสัยในความสัมพันธ์ของชายหนุ่มสองคนใดๆ ทำไมจึงลดน้อยลงแทบไม่พบเจอ ส่วนที่เป็นอยู่ก็กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ฉันท์เพศหรือไม่ก็หนุ่มสาว(ในร่างหนุ่ม)ไป
จากประมาณ 10 โต๊ะ เป็นกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ 1 โต๊ะ เป็นคู่ชาย-หญิง 6 โต๊ะ เป็นคู่หญิง-หญิง 1 โต๊ะ และเป็นคู่ชาย-ชาย 2 โต๊ะคือโต๊ะเราและอีกโต๊ะซึ่งไม่น่าจะเป็นชายพร้อมจากการสังเกตเขาส่งสายตาให้กันหยาดเยิ้มเกินความเป็นเพื่อน
จริงอยู่ว่าการไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนไม่ได้หมายความว่าเขาหรือเธอทั้งสองนั้นจะมีความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อน แต่โดยมากมักจะเป็นเช่นนั้น
ในสายตาที่แคบๆ ของเราจากโต๊ะหนึ่งในร้านอาหารนั่น เกิดคำถามขึ้นว่า 'เพื่อนสนิท' ตามความหมายดั้งเดิมไม่ใช่ในความหมายที่กลายเป็นคำเรียกความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวที่แอบซ่อนไว้ เมื่อภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันนี้โด่งดัง ความหมายของคำนี้ยังมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือจริงๆแล้วความสนิทฉันท์เพื่อนแท้ เพื่อตาย ล้มหายตายไปไหนแล้ว
เทคโนโลยีในทุกๆ ด้านนั้นถูกพัฒนามากขึ้น เทคโนโลยีด้านการสื่อสารดูจะเป็นด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งด้านพฤติกรรมและความคิดของคนในยุคนี้ เมื่อการสื่อสารถึงกันง่ายและรวดเร็วมากขึ้นทำให้คนอยู่กับตัวเองมากขึ้น หากไม่ต้องการการสัมผัสระหว่างกัน เช่นในกรณีหนุ่ม-สาว หรือ หนุ่ม-หนุ่ม หรือ สาว-สาว ที่เป็นคู่รัก หากเทคโนโลยีสื่อสารในอนาคตทำให้กายสัมผัสสามารถแสดงความรักต่อกันได้จากที่ห่างไกลกัน อาจจะไม่มีใครเดินกันเป็นคู่
เหตุการณ์สมมตินี้อาจเป็นการอธิบายว่าเหตุใดความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนนั้นหาได้ยากในที่สาธารณะ เพราะความเป็นเพื่อนกันนั้น ไม่จะเป็นต้องการสัมผัสกายเพื่อแสดงความรัก จึงทำให้แรงดึงดูดในการพบเจอกันน้อยลง และหันไปใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น
แท้จริงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนแท้คงไม่ได้เลือนหายไปไหน เพียงแต่จะหาดูได้ง่ายกว่าในสังคมออนไลน์ และคลื่นโทรศัพท์
แต่มันจะค่อยๆ จางไปตราบใดที่ไม่มีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกันกับความรักที่มีให้กันฉันท์ชู้สาว
ไม่ได้มองหาใครในฝูงชนเหล่านั้น เพียงแต่สงสัยในความสัมพันธ์ของชายหนุ่มสองคนใดๆ ทำไมจึงลดน้อยลงแทบไม่พบเจอ ส่วนที่เป็นอยู่ก็กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ฉันท์เพศหรือไม่ก็หนุ่มสาว(ในร่างหนุ่ม)ไป
จากประมาณ 10 โต๊ะ เป็นกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ 1 โต๊ะ เป็นคู่ชาย-หญิง 6 โต๊ะ เป็นคู่หญิง-หญิง 1 โต๊ะ และเป็นคู่ชาย-ชาย 2 โต๊ะคือโต๊ะเราและอีกโต๊ะซึ่งไม่น่าจะเป็นชายพร้อมจากการสังเกตเขาส่งสายตาให้กันหยาดเยิ้มเกินความเป็นเพื่อน
จริงอยู่ว่าการไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนไม่ได้หมายความว่าเขาหรือเธอทั้งสองนั้นจะมีความสัมพันธ์มากกว่าเพื่อน แต่โดยมากมักจะเป็นเช่นนั้น
ในสายตาที่แคบๆ ของเราจากโต๊ะหนึ่งในร้านอาหารนั่น เกิดคำถามขึ้นว่า 'เพื่อนสนิท' ตามความหมายดั้งเดิมไม่ใช่ในความหมายที่กลายเป็นคำเรียกความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวที่แอบซ่อนไว้ เมื่อภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันนี้โด่งดัง ความหมายของคำนี้ยังมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือจริงๆแล้วความสนิทฉันท์เพื่อนแท้ เพื่อตาย ล้มหายตายไปไหนแล้ว
เทคโนโลยีในทุกๆ ด้านนั้นถูกพัฒนามากขึ้น เทคโนโลยีด้านการสื่อสารดูจะเป็นด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งด้านพฤติกรรมและความคิดของคนในยุคนี้ เมื่อการสื่อสารถึงกันง่ายและรวดเร็วมากขึ้นทำให้คนอยู่กับตัวเองมากขึ้น หากไม่ต้องการการสัมผัสระหว่างกัน เช่นในกรณีหนุ่ม-สาว หรือ หนุ่ม-หนุ่ม หรือ สาว-สาว ที่เป็นคู่รัก หากเทคโนโลยีสื่อสารในอนาคตทำให้กายสัมผัสสามารถแสดงความรักต่อกันได้จากที่ห่างไกลกัน อาจจะไม่มีใครเดินกันเป็นคู่
เหตุการณ์สมมตินี้อาจเป็นการอธิบายว่าเหตุใดความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนนั้นหาได้ยากในที่สาธารณะ เพราะความเป็นเพื่อนกันนั้น ไม่จะเป็นต้องการสัมผัสกายเพื่อแสดงความรัก จึงทำให้แรงดึงดูดในการพบเจอกันน้อยลง และหันไปใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น
แท้จริงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนแท้คงไม่ได้เลือนหายไปไหน เพียงแต่จะหาดูได้ง่ายกว่าในสังคมออนไลน์ และคลื่นโทรศัพท์
แต่มันจะค่อยๆ จางไปตราบใดที่ไม่มีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกันกับความรักที่มีให้กันฉันท์ชู้สาว


ความคิดเห็น
สำหรับเราแล้ว...
มันจะคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าจะไม่ได้พบเจอ
แต่ทุกครั้งที่กลับมาพูดคุย ทุกอย่างจะยังคงเดิม
...เป็นเพื่อนคนเดิม
(เหอๆ เน่าเนอะ)
ประเสริญซึ้งกว่าคนรอบหายเรือนแสน...
(เป็นนิยายกำลังภายในมาเชียว)
สวัสดีวิช
มีมี่