จะเชื่ออะไรให้ดูกันยาวๆ
ผู้เขียน วันชัย ตัน
สำนักพิมพ์ มติชน
ราคา 180 บาท
คนส่วนใหญ่จะสนใจกับประเด็นข่าวสดใหม่ๆ รายวันมากกว่าข่าวการบ้านการเมืองที่ต้องใช้เวลาในการติดตามเพราะรู้สึกว่าไม่ทันใจ กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ข่าวก็อืดจนไม่มีใครอยากบริโภคอีกแล้ว หรือไม่ก็หลงลืมกันไปแล้วเพราะถูกบดบังด้วยข่าวที่ตื่นเต้นว่า ทั้งที่การเคลื่อนไหวของนโยบายของรัฐบาล นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง เงินภาษีของเราที่จ่ายให้รัฐทุกเดือนๆ และลูกหลานของเราตาดำๆ ที่กำลังโตขึ้นไปเจอสังคมที่คนยุคนี้ได้ทำไว้ให้พวกเขา
หนังสือของวันชัย ตันเล่มนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองที่อ้างอิงจากฐานความรู้และประสบการณ์ และทำให้ ซึ่งเป็นเสมือนการเร่งเวลาให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน สามารถโยงภาพต่างๆ รวมเข้าไว้ด้วยกันและชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกันเป็นลูกโซ่ ที่นับวันจะยิ่งขยับมัดพันแน่นขึ้นๆ ทีละนิด ผู้ที่ถูกมัดอยู่ด้วยโซ่นั้นยากจะรู้สึกว่ามันแน่นขึ้นหรือไม่ จนเมื่อมันถึงจุดที่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป นั่นจำสามารถทำให้คนในสังคมเกิดกระแสตื่นตัวขึ้นต่อข่าวสารทางการเมือง และแสดงออกอย่างชัดแจ้งในด้านความเห็นทางการเมือง
ด้านนโยบายไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคอยติดตามผลของนโยบายกันในระยะยาว หากเราติดตามข่าวสารกันแบบรายวันและไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน เราก็ไม่อาจรู้ว่าคนที่ออกกฎหมายและนโยบายเหล่านั้นออกมาต้องการจะทำอะไร คิดมิดีมิร้ายกับบ้านเมืองหรือไม่
การสร้างกระแสข่าวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้ผู้ที่ติดตามข่าวแบบข่าวรายวันติดไปกับกระแสข่าวใหม่แล้วลืมข่าวที่สำคัญกว่าการซื้อหุ้นลิเวอพูล แต่จะมีสักกี่คนที่ให้ความสนใจกับข่าวตกกระแสเหล่านั้น แม้แต่นักข่าว บางคนก็อาจจะหลงเข้าไปในเกมปั่นข่าวนี้ได้
ไม่ใช่เพราะว่าตามไม่ทันเกมของผู้ปั่นข่าว แต่หากว่ามันเป็นจริงขึ้นมา สำนักข่าวนั้นอาจตกอยู่ในที่นั่งบอดใบ้ไร้ประสิทธิภาพการหาข่าว การเสนอข่าวด่วนฉับไวทันเหตุการณ์นั้นดี แต่จะมาวิเคราะห์ข่าวผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์เป็นวันๆ นั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง
ในระยะหลังๆ มีรายการเป็นเภททันข่าวผุดขึ้นทุกช่อง ใช้หนังสือพิมพ์กางอ่านกันต่อหน้าต่อตา การทำสกู๊ปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว ว่ากำลังเป็นมาเป็นไปอย่างไรนั้นน้อยลงทุกที
การอ่านข่าวต่างจากการวิเคราะห์ข่าว ถึงแม้ว่าจะมีการใส่ความคิดเห็นของผู้ประกาศข่าวลงไปก็ไม่หมายความว่ากำลังวิเคราะห์ข่าว ในความเป็นจริงแล้วไม่ต่างอะไรกับการเปิดหนังสือพิมพ์คุยกันในสภากาแฟออกอากาศเท่านั้นเอง
การวิเคราะห์ข่าวนั้นต้องมองด้วยพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างเข้าใจและถ่องแท้ และสามารถเสนอความคิดให้ผู้รับสารนั้นได้กลับไปคิดต่อยอดได้
ผู้รับข่าวสารเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นการเสพข่าวเพื่อความบันเทิงมากขึ้น ไม่มีใครที่นำข่าวกลับมาคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นความจริงว่าสังคมในภาพกว้างนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตของสังคมต่อไป เรื่องจะเป็นผู้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาเหล่านั้นคงไม่ต้องพูดถึง
จบข่าว ก็มีละครหลังข่าวให้ความบันเทิงกันต่อ
ปก
ตัวเลขสีแดงที่พาดอยู่กลางฝ่ามือของใบหน้าที่ถูกเซ็นเซอร์ด้วยฟิลเตอร์โมเสท เป็นตัวบ่งบอกจำนวนของอะไรบางอย่างซึ่งมีมากมายมหาศาลถึงเจ็ดหมื่นสามพันล้านหน่วย แล้วกล่องคำพูดสี่เหลี่ยมที่ล้อมกรอบชื่อหนังสือนั้นได้หลุดออกมากจากใบหน้าปริศนา แต่ถึงจะเซ็นเซอร์จนไม่เห็นเค้าหน้าทุกคนที่เห็นปกนี้สามารถรู้ทันทีว่าหมายถึงใคร ชื่อหนังสือเป็นคำพูดของใคร
ติดอยู่ตรงที่เอาคำโปรยที่ว่า "รวมบทความวิพากษ์ ระบอบทักษิณ..." มาใส่ไว้ในกล่องคำพูดนั้น ซึ่งทำให้ผิดจุดประสงค์ของกล่องคำพูดนั้น ถึงแม้ว่ามันจะทำให้คำโปรยนั้นโดดเด่นและอ่านง่ายขึ้นก็ตามที
อันที่จริงไม่จำเป็นต้องนำคำโปรยนั้นใส่ไว้ในหน้าปกด้วยซ้ำ เพราะการทำหน้าปกด้วยการสื่อความหมายแบบนั้น รวมทั้งชื่อหนังสือก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของหนังสือดีพออยู่แล้ว เป็นการสื่อความซ้ำ
ปกยังไม่ทำให้น่าดึงดูดสักเท่าไหร่ นอกจากชื่อหนังสือที่ใครอ่านแล้วก็ต้องหยิบจับขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้แน่นอน


ความคิดเห็น