เรื่องราวในความฝัน
ผมจะไม่บอกว่า 'โลกของความฝัน' นั้นมีหรือไม่มีอยู่จริง แต่ผมจะบอกว่า 'โลกของความฝัน' กับ 'โลกที่เราตื่น' นั้นมีความเชื่อมโยงกันอยู่
โลกของความฝันที่ผมกล่าวถึงก็คือ โลกใบที่ผุดขึ้นยามที่เราเข้าสู่ห้วงนิทรา เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเราทุกครั้งไป ถึงแม้บางคนเคยพูดไว้ว่า สามารถบังคับความฝันให้เป็นไปตามที่ใจคิดก็ตาม
แต่จุดริเริ่มของความฝันมันก็ไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มของเรา ความฝันเหล่านั้นผุดพรายขึ้นมาเองทั้งนั้น
การที่บอกว่าสามารถบังคับความฝันได้นั้นก็หมายถึงว่า เมื่อความฝันได้ผุดขึ้นมาและดำเนินเรื่องราวของมันไปก่อน เราจึงจะสามารถบังคับมันได้
หาใช่ความสามารถในการบังคับให้เริ่มฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เอง หรือแม้แต่การบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝันในการหลับใหลในแต่ละครั้งก็ทำไม่ได้
ดังนั้นที่มา เนื้อหาและเรื่องราวของความฝันที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราหลับนั้นจึงน่าสนใจ ว่าแท้จริงแล้วมันก่อร่างสร้างเรื่องมาได้อย่างไร แล้วความฝันมีเรื่องราวและเนื้อหาสาระอะไรบ้าง
หากจะแบ่งความฝันออกเป็นตามเนื้อหาของมันตามประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาแล้วก็พอจะแบ่งได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ
ความฝันแบบแรกคือ ความฝันที่อิงจากสถานการณ์ทางความคิดที่เราหมกมุ่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความคาดหวัง ความต้องการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะแปรสภาพมาเป็นเรื่องราวในความฝัน โดยมีการแต่งแต้มด้วยฉาก ตัวละคร ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของแต่ละคน
ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนสองคนคิดหมกมุ่นในเรื่องเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน สมมุติว่าให้มันเหมือนกันทุกประการ หากแต่ในความฝันเรื่องนั้นๆ ประเด็นนั้นๆ ก็จะถูกแปรสภาพไปเป็นความฝันที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปได้
ความฝันแบบนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า 'โลกของความฝัน' นั้นไม่ได้เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' มันถูกยึดโยงอยู่ด้วยความคิด สภาพแวดล้อม อะไรก็ตามจาก 'โลกที่เราตื่น' โดยตรง
แม้ว่า 'โลกของความฝัน' จะฉาบชุบเอาไว้ด้วยฉากและเทคนิคพิเศษ สเปเชียลเอฟเฟ็กต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ใน 'โลกที่เราตื่น' ก็ตามที
ความฝันอีกแบบหนึ่งก็คือ ความฝันที่เราคิดว่ามันไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่มันมี มันมักจะพาเราไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป พาเราไปพบเจอใครที่เราไม่รู้จัก และไม่อยู่ในขอบเขตของจินตนาการที่เราคิดถึง อาจจะเคยคิดไว้แต่ก็ได้ลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว
ซึ่งแท้จริงแล้วมันยังคงฝังอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเรา และมันมักจะผุดขึ้นมาในวันที่เราลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปหมดแล้ว หรืออาจเพราะเราไม่ได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดอย่างจริงจังแต่เก็บมันใส่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว
ความฝันแบบนี้เป็นตัวแสดงว่า 'โลกของความฝัน' พยายามแยกตัวออกจาก 'โลกที่เราตื่น' อย่างสิ้นเชิง
หากเราไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับจิตใต้สำนึก นั่นแปลว่าเราจะไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ความฝันแบบนี้ได้เลย และอาจจะบอกว่ามันเป็นความฝันที่ไม่มีที่ไปที่มา เพราะเรายังไม่เคยได้ไปในที่เหล่านั้นเลยสักครั้ง และเราก็ไม่รู้จักคนคนนั้นเลยสักที อาจจะคิดเลยเถิดไปได้ว่า ภาพที่เราเห็นในความฝันนั้นอาจเป็นสถานที่แห่งใดในอีกโลกหนึ่ง
แต่เมื่อมนุษย์มีองค์ความรู้เรื่องจิตใต้สำนึกเราจึงบอกได้ว่า ถึงอย่างไร 'โลกของความฝัน' ก็ไม่มีทางเป็นโลกที่อิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้
เพราะถ้าหาก 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้จริง คือ ไม่มีความเกี่ยวโยงยึดโยงกันเลยนั้น ความฝันในแบบแรกก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ มันน่าจะเป็นสถานที่หรือเหตุการณ์พิสดารประหลาดโลกไปเลย หรืออาจมีเรื่องราวและชีวิตที่เติบโต เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดใน 'โลกที่เราตื่น' เลยนั้นควรเข้ามาหาเราได้ใน 'โลกของความฝัน'
แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะคิดว่า
'โลกของความฝัน' เป็นโลกใบที่เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น'
และ
'โลกของความฝัน' ใบนั้นก็ไม่ได้แตกต่างหรือพิสดารไปกว่า 'โลกที่เราตื่น' เลย มันเหมือนกันแต่ทว่าอิสระจากกัน เป็นโลกใบที่คู่ขนานกันไป เราข้ามไปข้ามมาระหว่างสองโลกนี้ได้ด้วย 'ยานแห่งการหลับใหล'
แนวคิดแบบนี้ก็จะทำให้ 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้อย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะบอกกับเราว่า มันคือ จินตนาการสำหรับใช้เป็นพล็อตเรื่องในการสร้างนิยายเท่านั้น
แต่ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์ที่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า แนวคิดนี้ไม่มีโอกาสที่จะเป็นเรื่องจริง
โลกของความฝันที่ผมกล่าวถึงก็คือ โลกใบที่ผุดขึ้นยามที่เราเข้าสู่ห้วงนิทรา เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเราทุกครั้งไป ถึงแม้บางคนเคยพูดไว้ว่า สามารถบังคับความฝันให้เป็นไปตามที่ใจคิดก็ตาม
แต่จุดริเริ่มของความฝันมันก็ไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มของเรา ความฝันเหล่านั้นผุดพรายขึ้นมาเองทั้งนั้น
การที่บอกว่าสามารถบังคับความฝันได้นั้นก็หมายถึงว่า เมื่อความฝันได้ผุดขึ้นมาและดำเนินเรื่องราวของมันไปก่อน เราจึงจะสามารถบังคับมันได้
หาใช่ความสามารถในการบังคับให้เริ่มฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เอง หรือแม้แต่การบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝันในการหลับใหลในแต่ละครั้งก็ทำไม่ได้
ดังนั้นที่มา เนื้อหาและเรื่องราวของความฝันที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราหลับนั้นจึงน่าสนใจ ว่าแท้จริงแล้วมันก่อร่างสร้างเรื่องมาได้อย่างไร แล้วความฝันมีเรื่องราวและเนื้อหาสาระอะไรบ้าง
หากจะแบ่งความฝันออกเป็นตามเนื้อหาของมันตามประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาแล้วก็พอจะแบ่งได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ
ความฝันแบบแรกคือ ความฝันที่อิงจากสถานการณ์ทางความคิดที่เราหมกมุ่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความคาดหวัง ความต้องการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะแปรสภาพมาเป็นเรื่องราวในความฝัน โดยมีการแต่งแต้มด้วยฉาก ตัวละคร ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของแต่ละคน
ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนสองคนคิดหมกมุ่นในเรื่องเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน สมมุติว่าให้มันเหมือนกันทุกประการ หากแต่ในความฝันเรื่องนั้นๆ ประเด็นนั้นๆ ก็จะถูกแปรสภาพไปเป็นความฝันที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปได้
ความฝันแบบนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า 'โลกของความฝัน' นั้นไม่ได้เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' มันถูกยึดโยงอยู่ด้วยความคิด สภาพแวดล้อม อะไรก็ตามจาก 'โลกที่เราตื่น' โดยตรง
แม้ว่า 'โลกของความฝัน' จะฉาบชุบเอาไว้ด้วยฉากและเทคนิคพิเศษ สเปเชียลเอฟเฟ็กต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ใน 'โลกที่เราตื่น' ก็ตามที
ความฝันอีกแบบหนึ่งก็คือ ความฝันที่เราคิดว่ามันไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่มันมี มันมักจะพาเราไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป พาเราไปพบเจอใครที่เราไม่รู้จัก และไม่อยู่ในขอบเขตของจินตนาการที่เราคิดถึง อาจจะเคยคิดไว้แต่ก็ได้ลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว
ซึ่งแท้จริงแล้วมันยังคงฝังอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเรา และมันมักจะผุดขึ้นมาในวันที่เราลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปหมดแล้ว หรืออาจเพราะเราไม่ได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดอย่างจริงจังแต่เก็บมันใส่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว
ความฝันแบบนี้เป็นตัวแสดงว่า 'โลกของความฝัน' พยายามแยกตัวออกจาก 'โลกที่เราตื่น' อย่างสิ้นเชิง
หากเราไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับจิตใต้สำนึก นั่นแปลว่าเราจะไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ความฝันแบบนี้ได้เลย และอาจจะบอกว่ามันเป็นความฝันที่ไม่มีที่ไปที่มา เพราะเรายังไม่เคยได้ไปในที่เหล่านั้นเลยสักครั้ง และเราก็ไม่รู้จักคนคนนั้นเลยสักที อาจจะคิดเลยเถิดไปได้ว่า ภาพที่เราเห็นในความฝันนั้นอาจเป็นสถานที่แห่งใดในอีกโลกหนึ่ง
แต่เมื่อมนุษย์มีองค์ความรู้เรื่องจิตใต้สำนึกเราจึงบอกได้ว่า ถึงอย่างไร 'โลกของความฝัน' ก็ไม่มีทางเป็นโลกที่อิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้
เพราะถ้าหาก 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้จริง คือ ไม่มีความเกี่ยวโยงยึดโยงกันเลยนั้น ความฝันในแบบแรกก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ มันน่าจะเป็นสถานที่หรือเหตุการณ์พิสดารประหลาดโลกไปเลย หรืออาจมีเรื่องราวและชีวิตที่เติบโต เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดใน 'โลกที่เราตื่น' เลยนั้นควรเข้ามาหาเราได้ใน 'โลกของความฝัน'
แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะคิดว่า
'โลกของความฝัน' เป็นโลกใบที่เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น'
และ
'โลกของความฝัน' ใบนั้นก็ไม่ได้แตกต่างหรือพิสดารไปกว่า 'โลกที่เราตื่น' เลย มันเหมือนกันแต่ทว่าอิสระจากกัน เป็นโลกใบที่คู่ขนานกันไป เราข้ามไปข้ามมาระหว่างสองโลกนี้ได้ด้วย 'ยานแห่งการหลับใหล'
แนวคิดแบบนี้ก็จะทำให้ 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้อย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะบอกกับเราว่า มันคือ จินตนาการสำหรับใช้เป็นพล็อตเรื่องในการสร้างนิยายเท่านั้น
แต่ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์ที่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า แนวคิดนี้ไม่มีโอกาสที่จะเป็นเรื่องจริง


ความคิดเห็น