Freelance (2015)
‘ตลกร้าย’ น่าจะเป็นคำที่บอกตัวตนของหนังได้ชัดเจนที่สุด กรณีนี้คือนำเรื่องชีวิตซึ่งบางคนที่กำลังประสบชะตากรรมแบบนี้อยู่อาจจะขำไม่ออก เพราะมันคือความจริงอันแสนเจ็บปวด แต่บางครั้งมันอาจจะเจ็บปวดเสียจนชินชาจนไม่รู้จะแสดงอารมณ์แบบไหนออกมานอกจากขำไปกับมัน
มีความจริงหลายประเด็นที่หนังแสดงให้เห็นตั้งแต่ วิถีชีวิตคนทำงานอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการโฆษณา วิกฤติชีวิตคนทำงานในวัย 30 กว่าๆ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับเพื่อนเก่า ปัญหาของการก่อร่างสร้างความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาว ความแตกต่างของคุณภาพบริการและการรักษาพยาบาลระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและของรัฐในประเทศนี้ ชีวิตจริงกับชีวิตในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แม้กระทั่งภาวะสับสนยุ่งเหยิงภายในจิตใจ ฯลฯ
เมื่อหนังจี้ได้ถูกจุดผู้ชมก็คงหัวเราะหึๆไปกับมัน หากขำออกมาดังๆนั่นอาจจะแสดงว่าหนังคงได้เสียบแทงใจดำของผู้ชมผู้นั้นเข้าให้แล้ว
ขณะเดียวกันหนังแสดงให้เห็นความลึกซึ้งของอารมณ์ไว้ด้วย คือไม่ใช่ความรู้สึกทั่วๆไป เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายแต่เมื่อดูหนังซึ่งภาพและเสียงใส่มาถูกจังหวะจึงทำให้รู้สึกได้ และนี่เป็นจุดเด่นที่ใช้ในการสร้างความขบขันเช่นกัน
ผู้ชมจะเข้าใจว่าตัวเอกมีความคิดความรู้สึกอย่างไรกับสังคมของเขาและผู้คนรอบตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่าที่เคยสนิท เพื่อนปัจจุบัน ครอบครัวและหมอที่ต้องเจอกันทุกเดือน โดยสรุปแล้วมันก็คือภาพฉายชีวิตหนึ่งที่ใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้นั่นเอง
หากมองด้วยสายตาตามที่หนังเป็นเช่นนี้แล้วก็พบว่า มันคือหนัง ‘ชีวิต’ เรื่องหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้พาผู้ชมไปสัมผัสความสุดของอารมณ์อย่างที่ผู้ชมทั่วๆไปคาดหวังจากการชมภาพยนตร์ ซึ่งแท้จริงแล้วตัวหนังเองก็มีเรื่องราวที่สามารถจะต่อเติมเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกสุดแบบนั้นได้
เช่น ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ อาจต้องใช้เทคนิคอย่างที่โฆษณายุคนี้ในประเทศนี้นิยมทำคือให้ผู้ชมรู้สึกร่วมจนล้นทะลักในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที โดยมีรูปแม่ที่ขอให้เขารีทัชให้แต่เขายังไม่ได้ทำเสียทีเป็นตัวช่วย ใช่ว่าเขายุ่งจน ‘ลืม’ แต่เพราะมัน ‘ไม่ใช่’ งานที่เขาอยากทำ หนังอาจจะได้ความสุดของอารมณ์มาหากมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์แล้วรีทัชรูปแม่ทั้งน้ำตา แต่นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับฯต้องการ
อย่างไรก็ตาม มันห่างไกลจากความโรแมนติกที่ตัวอย่างและโปสเตอร์หนังพยายามจะนำเสนออย่างแน่นอน



ความคิดเห็น